ก้าวออกไปผจญภัย และสำรวจเมืองหลวงกับพวกเขาเหล่า #ขบถนอกลู่

เพื่อนๆหลายๆ คนคงจะสังเกตเห็นได้ว่าในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาการวิ่งเป็นกิจกรรมที่คนไทยหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้นโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ซึ่งกระแสนิยมการวิ่งที่เมืองไทยนั้นก็ไม่ต่างจากมหานครต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ลอนดอน นิวยอร์ก โซล หรือ โตเกียว ที่เรามักจะเห็นผู้คนออกมาวิ่งกันมากมายทั้งในสวน หรือแม้แต่ตามท้องถนนในเมือง

กรุงเทพฯเองก็เป็นอีกมหานครที่มีสวนสาธารณะหลายแห่งที่เต็มไปด้วยเพื่อนๆ นักวิ่ง บ้างวิ่งเพื่อสุขภาพ บ้างวิ่งเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกาย บ้างซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมลงแข่งขัน บ้างเพื่อมาพบปะเพื่อนฝูง โดยสวนที่เหล่านักวิ่งเลือกไปมักจะเป็นสวนประจำใกล้บ้านหรือที่ทำงาน

นอกจากการวิ่งในสวนสาธารณะแล้วการวิ่งในเมืองนับเป็นอีกกิจกรรมผจญภัยที่กำลังเป็นที่นิยมซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบความจำเจ และชอบที่จะค้นหาสิ่งน่าสนใจใหม่ๆ รอบตัว การวิ่งในเมืองทำให้เราได้รู้จักสถานที่ต่างๆ ในเมืองมากขึ้น ได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คน และอาจจะได้แรงบันดาลใจอะไรดีๆ แบบที่เราไม่ทันรู้ตัว บางครั้งเราอาจจะได้รู้จักร้านผัดไทร้านเด็ดที่ไม่ได้อยู่ไกลจากบ้านเราเลย เพียงแต่ทุกครั้งเราก็ได้แค่นั่งรถผ่าน หรือเพียงแค่นั่งรถไฟฟ้าข้ามไป

วันนี้แอดมินจะพาเพื่อนๆ วิ่งไปพร้อมๆ กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวออกไปผจญภัย และสำรวจเมืองหลวงของพวกเขาเหล่า #ขบถนอกลู่

BOY LOMOSONIC

วิ่งเพื่อความแข็งแรงและสำรวจโลก

บอย อริย์ธัช พลตาล ร็อกเกอร์หนุ่มที่เติบโตมากับการวิ่งและเตะฟุตบอล และเขาเคยหันไปสนใจสถาปัตยกรรมอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่จะหันมาทุ่มเทให้กับสามสิ่งที่เขาชอบที่สุด

“ดนตรีเป็นสิ่งที่ผมรักที่สุด แต่การวิ่งก็ตามมาติดๆ ผมวิ่งมาตั้งแต่จำความได้ ตอนที่ต้องเลือกอาชีพ ผมก็คุยกับครอบครัวว่าเป็นสถาปนิกอาจจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะว่าเป็นศิลปะและก็มีความมั่นคงด้านอาชีพด้วย”

บอยจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ และเริ่มทำงานเป็นสถาปนิกในบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ลาออกจากงาน และออกมาเสี่ยงกับเส้นทางดนตรีที่เขารักโดยไม่สนใจว่าจะได้ค่าจ้างมากน้อยแค่ไหน  

“วันหนึ่งผมตัดสินใจว่าผมทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว หลอกตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ผมต้องเล่นดนตรีและใช้ดนตรีทำมาหากิน เพราะผมอยากร้องเพลง”

ในปี 2006 บอยรวมตัวกับเพื่อนนักศึกษาสถาปัตยกรรมเพื่อตั้งวงโลโมโซนิค และภายในไม่กี่ปีวงของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จัก บอยรู้สึกว่าเขาต้องฟิตร่างกายให้แข็งแรงขึ้นเพราะเริ่มต้องออกคอนเสิร์ตและทัวร์บ่อยขึ้น บอยจึงหันมาวิ่งเพื่อฟิตร่างกายอีกครั้ง

“ผมรู้ว่าถ้าร่างกายและจิตใจไม่แข็งแรงพอ ผมอาจพลาดโอกาสดีๆ ได้ ผมก็เลยเริ่มวิ่งวันเว้นวันเป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร แรกๆ ก็เริ่มจากวิ่งช้าๆ ก่อน จากนั้นก็เร็วขึ้นทีละน้อย ร่างกายผมแข็งแรงขึ้นมาก และพลังเสียงของผมก็ดีขึ้นไปด้วย”

ผ่านมาเป็นเวลา 6 ปี หลังจากลงวิ่งฟูลมาราธอนไป 2 งาน เขาได้ก่อตั้งกลุ่มนักวิ่งกับสมาชิกในวง และมักจะวิ่งด้วยกันโดยเฉพาะเวลาออกทัวร์คอนเสิร์ต

“ในช่วงแรกๆ ผมวิ่งคนเดียว ผมไม่อยากชวนคนอื่นวิ่งด้วยเพราะรู้สึกว่าการวิ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะส่วนตัว แต่ก็มีเพื่อนในวงมาวิ่งกับผมด้วย แล้วเราก็ได้สำรวจเมืองต่างๆ ไปด้วยกันระหว่างวิ่ง ข้อดีของการวิ่งก็คือตอนทัวร์คอนเสิร์ตก็วิ่งได้ แค่ใส่รองเท้าแล้วก็ออกไปวิ่ง เมื่อไหร่ก็ได้ ที่ไหนก็ได้”

บอยบอกว่าสิ่งที่เรียนมาอาจไม่ได้นำมาใช้ในอาชีพที่ทำอยู่ แต่ก็ทำให้เขาสนุกกับสิ่งที่เห็นตามเส้นทางระหว่างวิ่งมากขึ้น

“ผมชอบดูอาคารแบบต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯและเวลาไปทัวร์เมืองอื่นๆ ผมรู้เรื่องประวัติศาสตร์ค่อนข้างมาก ก็เลยดูออกว่าตึกพวกนี้สร้างเมื่อไหร่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้าผมไม่ออกไปวิ่งก็คงไม่เห็น”

บอยจริงจังกับการวิ่ง และการออกกำลังกาย แต่เป้าหมายของเขาคือการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นผ่านกีฬาและดนตรี

“เวลาผมแสดง ผมมักจะบอกคนดูให้หัวเราะ ร้องไห้ กรี๊ด แสดงความรู้สึกออกมาเต็มที่ ผมส่งเสริมการวิ่งเพราะผมมองว่าเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่ง คุณสามารถแสดงออกอะไรก็ได้แล้วแต่จะเลือก มันเป็นการปลดปล่อยตัวเอง”

ปิ๊น อนุพงศ์ คุตติกุล— ผู้ก่อตั้ง Carnival

จากนักสะสมรองเท้ามาสู่นักวิ่ง

หลังจากใช้ชีวิตในลอนดอนเป็นเวลา 2 ปี ปิ๊นเริ่มสนใจวัฒนธรรมรองเท้าสนีกเกอร์ และเมื่อกลับสู่ประเทศไทยเขาก็ริเริ่มเปิดพื้นที่เพื่อคนที่รักสนีกเกอร์เหมือนเขา และเขาก็ชอบที่จะทดสอบเทคโนโลยีของรองเท้าที่เขาจะขายด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นปิ๊นจึงเริ่มวิ่ง และทุกวันนี้เขาวิ่งครั้งละ 5-7 กิโลเมตร วันเว้นวัน

“ผมหันมาวิ่งเพราะต้องการจะทดสอบรองเท้าใหม่ๆ ที่เราขาย แล้วผมก็ตกหลุมรักการวิ่ง เพราะเป็นกีฬาที่เรียบง่าย ให้ความรู้สึกอิสระ และเปิดโอกาสให้ทำความรู้จักสิ่งรอบตัวเวลาวิ่งด้วย”

การวิ่งนั้นทำให้ปิ๊นรู้จักกรุงเทพฯมากขึ้น

“ผมวิ่งไปตามท้องถนนและผมชอบดูว่าคนในเมืองแต่งตัวอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นที่สยามสแควร์หรือในเมืองอื่นๆ ผมได้แรงบันดาลใจมากที่ได้เห็นการแต่งตัวของนักวิ่งในเมืองอื่นๆ และได้ไอเดียใหม่ๆ เยอะมากเวลาที่ผมวิ่ง”

We Run Everywhere (WRE)

We Run Everywhere (WRE) กลุ่มนักวิ่งอิสระก่อตั้งในปี 2014 โดยกลุ่มเพื่อน 5 คน โดยเริ่มจากการนัดกันวิ่งทุกสัปดาห์ เพื่อนๆ ในกลุ่มมักจะพูดถึงเรื่องการออกไปวิ่งด้วยกันเพื่อทำความรู้จักกรุงเทพฯ พวกเขารู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะถนนหนทางในกรุงเทพฯนั้นเต็มไปด้วยรถเข็นขายของและผู้คน แต่ WRE ทั้ง 5 คนก็อยากที่จะลอง

“พวกเราทุกคนวิ่งอยู่แล้วในตอนนั้น หรือว่าเคยวิ่งมาก่อน แต่เราเบื่อการวิ่งคนเดียว เราก็เลยอยากมองหาเส้นทางใหม่ๆ สำหรับการวิ่ง และหาร้านอาหารกินหลังวิ่งด้วย กรุงเทพฯเป็นเมืองที่วุ่นวายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลัง เราอยากจะซึมซับพลังงานนั้นและหาแรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัว” น้าเด่น ผู้ก่อตั้ง WRE กล่าว

เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่ WRE ก่อตั้งมา และการวิ่งในเมืองก็เป็นที่นิยมมากขึ้น โดยจำนวนสมาชิกของกลุ่มก็มากขึ้นด้วย มีนักวิ่งในกลุ่มหลายคนที่ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการวิ่งในสวนสาธารณะ

“กลุ่มของเราเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนมากเรามีสมาชิกมาวิ่งด้วยประมาณ 30 คน แต่บางทีอาจจะมากถึง 50 คน มันเป็นกิจกรรมที่มีพลังมากเวลาได้วิ่งกันเป็นกลุ่ม มีคนใหม่ๆ มาร่วมวิ่ง และพวกเขาก็รู้จักเมืองในมุมที่เราไม่รู้จัก การได้แบ่งปันและค้นพบอะไรใหม่ๆ นั้นสนุกมาก” น้าเด่นกล่าว

ในเวลาเพียงไม่นาน WRE ก็ได้ขยายกิจกรรมไปสู่การกุศลด้วยการระดมทุนช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น ช่วยเหลือช้าง บริจาคเสื้อผ้าให้มูลนิธิ เป็นต้น

 “การวิ่งเป็นพลังงานบวก ทำให้ร่างกายเราแข็งแรงและจิตใจเรามีความสุข เราอยากนำแรงบันดาลใจนี้มาต่อยอด ให้คนอื่นได้ร่วมแบ่งปันความห่วงใยในเรื่องที่สำคัญต่อเรา” แน็ตตี้ สมาชิก WRE กล่าว

เรื่องราวของ WRE สะท้อนถึงกระแสการวิ่งในเมืองและเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าจะมีกลุ่มไหนหันมาสร้างกลุ่มวิ่งในแบบของตัวเองอีกบ้าง 

แล้วเพื่อนๆ ล่ะพร้อมที่จะออกมาสำรวจกรุงเทพฯด้วยเท้าของเราทั้งสองข้างกันหรือยัง?

สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และร่วมขบวนไปกับเหล่า #ขบถนอกลู่ ได้ที่

www.nike.com/th/th_th/e/cities/bangkok-local

#RUNBYREBELS #RBRinThai #NRCBKK

 

รูปประกอบจาก

www.nike.com/th/th_th/e/cities/bangkok-local

www.instagram.com/pintcarnival

และ www.facebook.com/weruneverywhere

Check Also

เปลี่ยนเมืองให้เป็น Gym กับ Cedric Hernandez

กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับใหล ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมงจะมีกิจกรรมเกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา โดยเฉพาะร้านอาหารข้างทาง (Street Food) ที่มีมากมายสว่างไสวตลอดคืน เรียกว่าใครวิ่งกันเหนื่อยๆ สามารถแวะกินแถมได้บรรยากาศกรุงเทพฯ ที่ไม่เหมือนใคร เพื่อนๆ ที่วิ่งกันบ่อยๆ อาจจะวิ่งในสวนหรือวิ่งตามงานวิ่งเป็นส่วนใหญ่ …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *