Fly Print สุดยอดเทคโนโลยีจากค่าย Swoosh

[ประชาสัมพันธ์]

นกี้ภูมิใจนำเสนอ เทคโนโลยีไนกี้ฟลายพริ้นต์(Fly Print) เทคโนโลยีการพิมพ์หน้าผ้ารองเท้าแบบ 3 มิติ สำหรับรองเท้ากีฬาของไนกี้โดยได้รากฐานมาจากการปรับปรุงรองเท้ากีฬาของไนกี้จากหลากหลายนวัตกรรม

เทคโนโลยีดังกล่าว ผลิตโดยกระบวนการพิมพ์แบบ SDM (Solid deposit modelling) ผ่านเส้นใยทีพียู (TPU Filament) ซึ่งผ่านการหลอมละลายก่อนจะถูกเครื่องจักรสานออกมามีลักษณะเป็นเส้น และถูกนำมาใช้ที่ชั้นบนของหน้ารองเท้า

นอกจากนี้ เทคโนโลยีฟลายพริ้นต์ยังช่วยให้นักออกแบบของไนกี้สามารถออกแบบรายละเอียดหรือความต้องการเฉพาะส่วนของนักกีฬาแต่ละคนลงไปบนเส้นใยในรองเท้าได้โดยตรงผ่านการออกแบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ ช่วยเติมเต็มนวัตกรรมหน้ารองเท้าต่างๆ ที่ไนกี้เคยคิดค้น ทั้งเทคโนโลยีไนกี้ไฮเปอร์ฟิวซ์ (Hyperfuse) เทคโนโลยีฟลายวายร์ (Flywire) และเทคโนโลยีฟลายนิต (Flyknit) ซึ่งใช้ผลิตรองเท้ากีฬาชั้นยอดของไนกี้มาแล้วมากมาย

ก่อนจะพัฒนารองเท้าโดยใช้เทคโนโลยีฟลายพริ้นต์ ทีมงานของไนกี้ได้เก็บข้อมูลของนักกีฬาและนำไปคำนวณหาวัสดุสำหรับผลิตรองเท้ากีฬาที่เหมาะสมกับผู้สวมใส่มากที่สุด ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตและปรับแต่งรายละเอียด โดยขั้นตอนดังกล่าว ช่วยส่งผลให้รองเท้าที่ผลิตจากเทคโนโลยีฟลายพริ้นต์ สามารถปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการหรือความชอบของนักกีฬาแต่ละคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลดเวลาที่ใช้ในการออกแบบลง  และช่วยให้ไนกี้สามารถผลิตและปรับแต่งหน้ารองเท้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วกว่าการผลิตรองเท้าด้วยเทคโนโลยีอื่นๆ ของไนกี้ถึง 16 เท่า

ขั้นตอนการพิมพ์แบบ 3 มิตินั้นมีข้อดีกว่าการพิมพ์แบบ 2 มิติ เนื่องจากขั้นตอนการพิมพ์แบบ 3 มิติสามารถช่วยให้ไนกี้ออกแบบรองเท้าที่คล่องตัวขึ้นได้ดีกว่าเดิม เพราะในขั้นตอนการพิมพ์ นักออกแบบสามารถเสริมเส้นด้ายหรือวัสดุอื่น เช่น เส้นใยฟลายนิตพร้อมกับแนวเส้นพุ่งและเส้นยืนของวัสดุหรือเส้นด้ายที่ไนกี้ใช้ผลิตหน้ารองเท้าได้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้ารองเท้าได้อย่างแม่นยำและยังลดจุดที่อาจทำให้เกิดแรงเสียดทานบนชั้นวัสดุ ทำให้รองเท้าระบายอากาศได้ดีกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ซึ่งการพิมพ์แบบ 2 มิติไม่สามารถทำได้ 

หน้ารองเท้าที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีฟลายพริ้นต์กำลังจะถูกนำออกจากเครื่องพิมพ์หลังขั้นตอนการผลิต

เทคโนโลยีฟลายพริ้นต์ยังเอื้อต่อกระบวนการออกแบบด้วย กล่าวคือ นักออกแบบสามารถปรับปรุงหน้ารองเท้าบางจุดได้โดยมิส่งผลกระทบต่อหน้ารองเท้าในภาพรวม และนักออกแบบยังสามารถปรับแต่งสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมได้โดยใช้เวลาน้อยลง กล่าวโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีฟลายพริ้นต์ช่วยให้ไนกี้ออกแบบรองเท้ากีฬาได้อย่างแม่นยำที่สุด รวดเร็วที่สุด และเหมาะสมกับผู้สวมใส่แต่ละคนอย่างแท้จริง

เส้นใยที่ผลิตจากเทคโนโลยีนี้ยังเข้ากันได้ดีกับเทคโนโลยีเส้นใยอื่นที่ไนกี้พัฒนา โดยเฉพาะเส้นใยฟลายนิต ช่วยให้รองเท้ามีความกระชับและมีโครงสร้างที่ทนทาน ทั้งนี้ เส้นใยฟลายนิตกับเส้นใยฟลายพริ้นต์สามารถประสานตัวกันได้หากใช้กระบวนการหลอมด้วยความร้อน จึงไม่จำเป็นต้องใช้กาวในกระบวนการผลิตแต่อย่างใด

ไนกี้จะใช้เทคโนโลยีนี้กับรองเท้ารุ่นใดบ้าง?

เอเลียด คิปโชเก ทดลองสวมรองเท้าวิ่ง ณ ประเทศเคนย่าในระหว่างการฝึกซ้อมมาราธอนครั้งล่าสุด

ณ ขณะนี้ หน้ารองเท้าที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีฟลายพริ้นต์จะใช้กับรองเท้าของนักกรีฑาระยะไกลเป็นหลัก โดยรองเท้ารุ่นแรกที่ผลิตโดยใช้เทคโนลีนี้คือรองเท้าวิ่งรุ่นไนกี้ ซูม เวเปอร์ ฟลาย อีลีท ฟลายพริ้นต์ (Nike Zoom Vapor Fly Elite Flyprint) ของ
เอเลียด คิปโชเก นักกรีฑาระยะไกล โดยรองเท้ารุ่นดังกล่าวได้รับการพัฒนาจากข้อมูลรวมทั้งข้อคิดเห็นของเขาที่ไนกี้ได้รับจากงานเบอร์ลินมาราธอนในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รองเท้ามีประสิทธิภาพดีขึ้นและน้ำหนักเบากว่ารองเท้ารุ่นเดิมที่ไนกี้มอบให้เขาถึง 11 กรัม

 

บทความและ รูปประกอบจาก Nike Thailand

Check Also

ON-THE-GO City Hunt

อาดิดาส จัดกิจกรรมวิ่ง “ON-THE-GO City Hunt” ระดมพลนักวิ่งสายสตรีทตะลุยกรุง 3 เส้นทางสุดมันส์ กรุงเทพฯ – 4 กันยายน 2561 – เปิดประสบการณ์การวิ่งในเมืองอย่างแท้จริง …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *