เทคนิคแก้ “โรคเลื่อน” ในการวิ่ง

เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องจริงที่เอามาแซวเล่นกันว่า วันที่คนเราวิ่งกันมากที่สุด ไม่ใช่วันหยุด เทศกาลพิเศษ หรือวันที่จะไปวิ่งกับคนพิเศษที่ไหนหรอก…แต่มันคือ “วันพรุ่งนี้” !!! เพราะเรามักจะเลื่อนวันวิ่งของเรา “วันนี้” ออกไป…และบอกกับตัวเองเสมอว่า “พรุ่งนี้” ล่ะ จะวิ่งแล้ววว แน่นอน ๆ ๆ 🙂

….แต่พอพรุ่งนี้มาถึงก็เลื่อนออกไปอีก จนบางคนแซวกันว่าโรคที่นักวิ่งเป็นกันมากๆ ๆ ไม่ใช่อาการบาดเจ็บอะไรหรอก…แต่เป็น” โรคเลื่อน” เพราะไม่ว่าจะตั้งใจแค่ไหนว่าจะวิ่งให้ได้ในวันนี้ เราก็มักมีเหตุให้ “เลื่อน” ออกไปได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเหตุจำเป็น เหตุสุดวิสัย หรือแม้กระทั่งเหตุที่ว่าขี้เกียจเองก็ตาม 555 หลายคนจึงมักจะมีคำถามเสมอว่า…จะจัดการกับปัญหาการผัดวันประกันพรุ่งในการวิ่งได้อย่างไรนี้น้า??

ว่าแต่….ทำไมเราคนเราถึงชอบผัดวันประกันพรุ่ง??

วันนี้ขอยกบทความที่ชื่อ.. 5 Research-Based Strategies for Overcoming Procrastination แปลเป็นไทยได้ว่า “5 แนวทางจากการวิจัยในการเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง” เขียนโดย Chris Bailey ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มีประโยชน์และน่าจะเอามาปรับใช้กับเพื่อน ๆ นักวิ่งได้ โดยทางเราได้ปรับเนื้อหาให้เกี่ยวกับการวิ่งดู

ในบทความนั้น เค้าบอกว่าจริง ๆ แล้ว…สมองเรานั้นถูกโปรแกรมให้ตอบสนองกับสิ่งใหม่ ๆ สิ่งเพลิดเพลินต่าง ๆ และภัยคุกคามที่เข้ามาจึงเป็นเรื่องยากที่เราจะโฟกัสกับเรื่องการออกกำลังกายได้ตลอดเวลา และไม่น่าแปลกใจที่เราจะโดนขัดขวางด้วยการกินเลี้ยงกับเพื่อน ๆ การติด Social Media การดูหนังกับแฟน หรือ การนอนต่ออีกนิด (จนตื่นไปวิ่งไม่ทัน)

Tim Pychyl ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่ง Carleton University ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสาเหตุการผัดวันประกันพรุ่งของคนเราค้นพบว่า..สิ่งที่เรามักจะเลื่อนออกไปก่อนมักจะมีลักษณะเข้าข่าย 7 อย่างต่อไปนี้ ได้แก่

1.เป็นเรื่องน่าเบื่อ

2.เป็นเรื่องน่ารำคาญกวนใจ

3.เป็นเรื่องยาก

4.เป็นเรื่องกำกวมไม่ชัดเจน

5.เป็นเรื่องไม่เป็นระเบียบ ไม่มีโครงสร้างให้จัดการชัดเจน

6.เป็นเรื่องไม่สนุก ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนอะไร

7.เป็นเรื่องที่ส่วนตัวรู้สึกว่าไม่มีความสำคัญ

เพื่อน ๆ หลายคนที่เป็น “โรคเลื่อน” น่าจะรู้สึกว่าการออกไปวิ่งของเรามีลักษณะเข้าข่ายลักษณะเหล่านี้ไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะรู้สึกว่าทำไม่การวิ่งมันน่าเบื่อจัง ทำไมจะวิ่งให้ได้ตามเป้ามันเหนื่อยยากลำบากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะวางแผนอย่างไรถึงจะวิ่งได้ตามเป้าหมาย ต้องพัฒนาส่วนไหน หรือแม้แต่รู้สึกว่าการวิ่งมันไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ จะวิ่งไปทำไม เพื่อน ๆ ไม่ต้องแปลกใจเพราะเรามีสิทธิ์ที่จะ “วิ่งวันพรุ่งนี้” แน่นอน

เทคนิคแก้ “โรคเลื่อน” เหล่านี้ ถือว่าเป็นแนวทางให้เพื่อน ๆ ลองเอาไปใช้ปรับเข้ากับตัวเอง ใครใช้เทคนิคไหนแล้วดีไม่ดีอย่างไร ยังไงมาบอกกันด้วยน้าาา

ว่าแล้ว…ลองมาดูแต่ละเทคนิคกันเลย

1.ปรับ Mindset เปลี่ยนมุมมอง

Mindset ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเราอย่างมาก โดยเฉพาะการวิ่งถ้าเราดูลักษณะต่าง ๆ ของเรื่องที่ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่งนั้น แท้จริงแล้วอาจเป็น “ตัวเราเอง” ที่มีมุมมองแบบนั้นต่อการวิ่ง ไม่ว่าจะมองว่าการวิ่งเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ เป็นเรื่องยาก มองว่าการวิ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีความหมายอะไร ไม่มีความสำคัญต่อตัวเอง บางทีถ้าเราแค่ปรับแนวคิด เปลี่ยนมุมมอง ก็อาจทำให้เราออกไปวิ่งทุกวันได้เลย

เทคนิคหนึ่งที่หลายคนใช้แล้วสำเร็จคือ การทำให้การวิ่งเป็นเรื่องสนุก ไม่น่าเบื่อ โดยใช้การแข่งขันเข้ามาช่วย เป็นเหมือนเกมที่เราเล่นกับเพื่อน ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันการทำเวลากับเพื่อน ๆ หรือแข่งวิ่งให้ได้ระยะทางตามที่ตั้งเป้าหมายไว้…อาจมีของรางวัลนิดหน่อย หรือทำโทษพอเป็นพิธีเมื่อแพ้หรือทำไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้การแข่งขันกันสนุกขึ้นไปอีกคือ การช่วยกันวางแผนการวิ่ง เพราะหลายคนไม่รู้จะกำหนดระยะวิ่งกันเท่าไหร่ การมีเพื่อนมาแข่งกัน ช่วยกันวางแผน อาจมีแต้มต่อให้กันบ้าง จะช่วยเราวางแผนการซ้อมได้สนุกขึ้น และท้าทายความสามารถตัวเองมากขึ้น

2.อย่าตั้งเป้าหมายที่ยาก หรือ นานเกินไป

หลายครั้งเราคิดว่าการวิ่งเป็นเรื่องยาก เพราะเราไปตั้งว่าจะไปมาราธอนทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มวิ่งได้ไม่เท่าไหร่ พอรู้สึกว่าเป้าหมายไกลตัวเกินไป ก็รู้สึกท้อ พอจะออกไปวิ่งเข้าจริง ๆ …ก็ขอเลื่อนไปก่อนเพราะรู้สึกว่าเป้าหมายใหญ่เกิน ต้องใช้เวลา นอกจากนั้นหลายคนกำหนดเวลาในการวัดผลงานนานไป ทำให้มีหลายสิ่งเข้ามาทำให้เราไขว้เขวไปเสียก่อน

เทคนิคคือถามตัวเองแบบจริงใจว่า…เราสามารถวิ่งได้จริง ๆ วันละเท่าไหร่? 10 km ไหวไหม? ถ้าไม่ไหว…แล้ว 5km ล่ะ พยายามหาจุดที่เรารู้สึกว่าเราทำได้ สบายใจที่จะทำ เราเรียกระดับนี้ว่า Resistance Level หรือระดับที่เราสามารถยืนระยะได้…ถ้าเกินจากนี้ ไม่ไหวล่ะนะ

พยายามหาระดับ Resistance Level ของเราให้เจอแล้วพยายามยืนระยะในระดับนั้นให้นานขึ้น หรือ ขยับระยะนั้นออกไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายเราค่อย ๆ ปรับตัว ไม่รู้สึกว่าการวิ่งให้ได้ระยะที่ต้องการนั้นยากเกินไป

นอกจากนั้นพยายามกำหนด Milestone หรือ เป้าหมายระยะสั้น ๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายระยะยาวนั้น แล้วค่อย ๆ เอาชนะแต่ละเป้าหมายเล็ก ๆ อย่าไปตั้งเป้าแบบปลายปีจะไปมาราธอน โดยไม่ตั้งเป้าแต่ละเดือนไว้เลย สมองจะรู้สึกว่าเรื่องดังกล่าวมันยาก และจะพยายามเลื่อนมันออกไปก่อนนั่นเอง

3.เตรียมชุดไว้ก่อนเลย!!

เคยรู้สึกไหมว่า..ถ้ามีงานอะไรที่คั่งค้างไว้ หรือ ทำอะไรไม่เสร็จก็แล้วแต่…เรามักจะจำเรื่องเหล่านั้นได้ดีกว่าเรื่องที่ตั้งใจจะเริ่ม แต่ยังไม่ได้เริ่ม ที่เป็นแบบนี้เพราะสมองคนเรามักอยากจะทำสิ่งที่เริ่มไว้แล้วให้เสร็จหรือสำเร็จ

ดังนั้นถ้าเพื่อน ๆ คนไหนอยากจะตื่นมาวิ่งตอนเช้า และมักมีปัญหาว่าตื่นมาแล้วมักจะไม่ได้ออกไปวิ่ง เพราะมักจะเลื่อนออกไป ไม่ว่าจะด้วยความง่วง หรือมีเรื่องอื่น ๆ เข้ามา เทคนิคหนึ่งที่หลายคนใช้คือ เตรียมของไว้ตั้งแต่ตอนกลางคืนเลย!! ไม่ว่าจะเป็นชุดวิ่งตัวเก่ง รองเท้าวิ่งคู่โปรดพร้อมถุงเท้าด้วยยิ่งดี…เอาออกมาให้ครบ วางไว้ให้สวยงาม เรียกว่าให้พร้อมออกไปวิ่งได้เลย เอาให้อายตัวเองถ้าไม่ยอมออกไปวิ่งเลย เมื่อเราเริ่มทำไว้แล้วแบบนี้…สมองเราจะมีแนวโน้มที่จะจำได้ดีกว่า เหมือนเป็นงานที่คั่งค้างที่เราอยากจะสะสางให้สำเร็จนั่นเอง

4.ลองถามตัวเองว่าถ้าไม่วิ่งแล้วจะเป็นอย่างไร

เทคนิคหนึ่งที่ใช้ได้ผลในการกระตุ้นตัวเองให้ออกไปวิ่ง แทนที่จะเลื่อนออกไปเป็นวันพรุ่งนี้คือ…การหาผลของการไม่วิ่ง หรือการไม่ออกกำลังกาย ซึ่งเทียบได้กับการรักษาสุขภาพเพราะส่วนใหญ่เรามักถามว่าถ้าเราวิ่งวันนี้..แล้วจะได้อะไร??? ซึ่งเรามักจะหาคำตอบดี ๆ ให้ตัวเองไม่ได้หรอก และจะเกิดคำถามกลับมามากมาย เช่น ทำไมต้องลำบากด้วย ทำไมต้องแหกขี้ตาออกไปเช้า ๆ แบบนี้ด้วย

แต่กลับกัน…ถ้าเราลองหาผลของการที่เราไม่วิ่ง การที่เรามีสุขภาพไม่ดี การที่เราไม่แข็งแรง จะทำให้เรามีแรงกระตุ้นมากกว่ามาก เช่น ถ้าเราป่วย..แล้วใครจะดูแลครอบครัวเรา? ถ้าเราไม่แข็งแรง..แล้วเราจะทำงานได้อย่างไร? การที่เราหาเหตุผลผัดวันประกันพรุ่งแบบนี้จะทำให้การวิ่งกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน..ที่ต้องทำทันที

ถ้าเราจะจัดกลุ่มเรื่องที่เข้ามาในชีวิตว่าควรทำหรือไม่ เราอาจจะจัดได้ 2 กลุ่ม นั่นคือ ความสำคัญ และความเร่งด่วน หลายเรื่องที่เข้ามาในชีวิตเราเป็นเรื่องเร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นหนังที่จะออกจากโรง เกมที่เพื่อน ๆ เข้าไปออนไลน์กันแล้ว แต่เรื่องที่ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญอย่างเรื่องวิ่ง หรือ การออกกำลังกาย เรามักจะเลื่อนไปก่อน ด้วยความที่ไม่เร่งด่วน แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ และจะมีผลกระทบกับเรามหาศาลต่อไป ถ้าเราไม่ทำมันตั้งแต่วันนี้

ดังนั้นการที่ถามถึงผลเสียของการไม่ออกกำลังกาย จะทำให้เรารู้สึกว่า ไม่ทำ…ไม่ได้ล่ะ!! และการวิ่งก็จะเป็นเรื่องสำคัญที่เราอยากจะทำขึ้นมาทันที 🙂

5.ทำตัว Offline ก่อนเริ่มวิ่ง

สำหรับเพื่อน ๆ ที่เริ่มวิ่งใหม่ ๆ แน่นอนว่าการจะวิ่งให้ได้ระยะตามที่ตั้งเป้าไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ ซึ่งตรงข้ามกับธรรมชาติของสมองเราที่อยากจะผลักเรื่องยาก ๆ เหล่านี้ออกไป ยิ่งเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้วางแผนไว้ชัดเจนว่าแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์จะวิ่งให้ได้เท่าไหร่ จะเพิ่มระยะเมื่อไหร่เพื่อให้วิ่งได้ตามเป้า สมองยิ่งไม่อยากจะไปยุ่งกับเรื่องที่ไม่มีแนวทางที่ชัดเจนเหล่านี้

เทคนิคที่แนะนำ..นอกจากเพื่อน ๆ ควรกำหนดแผนการวิ่งที่ชัดเจนแล้ว พวกชีวิตออนไลน์ต่าง ๆ ที่พุ่งเข้ามา โดยเฉพาะพวก Social Media หรือ Chat ต่าง ๆ ล้วนเป็นเรื่องที่ทำให้เราหันไปสนใจ และไขว้เขวไปจากการวิ่งได้ เพราะความง่ายของมัน ทั้งเนื้อหาที่สนุก เรื่องซุบซิบนินทาที่เราสนใจ และ เรื่องของเพื่อน ๆ ที่เราอยากรู้ ทำให้เราไปสนใจสิ่งเหล่านั้นได้ง่ายขึ้นมาก ๆ ๆ ๆ ..โดยเฉพาะในเวลาที่เรากำลังจะทำเรื่องยาก ๆ อย่างออกไปวิ่ง

ดังนั้น…แนะนำให้เพื่อน ๆ ลองเว้นตัวเองจากชีวิต Online ซักพัก เชื่อว่าเราจะใส่เสื้อผ้าแล้วหยิบรองเท้าออกไปวิ่งได้ง่ายขึ้นมาก ๆ 

 

#วิ่งไหนดี

#WingNaiDee

Check Also

On จับมือ Bang & Olufsen ครั้งแรก เปิดตัวรองเท้าวิ่งมาราธอน On Cloudboom พร้อมหูฟังไร้สาย Beoplay E8 Sport On Limited Edition

On จับมือ Bang & Olufsen ครั้งแรก เปิดตัวรองเท้าวิ่งมาราธอน On Cloudboom พร้อมหูฟังไร้สาย Beoplay E8 Sport On Limited Edition …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *