กำจัด 3 ข้อผิดพลาด… สถิติใหม่อยู่ไม่ไกล

เพื่อนๆนักวิ่งหลายๆคนอาจจะเคยพบเหตุการณ์ที่วิ่งไม่ได้เวลาดีอย่างที่เคย หลายๆครั้งเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ตั้งแต่ไม่สบายจนถึงสภาพอากาศไม่อำนวย แต่หลายๆครั้งเป็นเพราะการเตรียมตัวไม่ดีพอ แอดขอเสนอข้อผิดพลาดยอดนิยม 3 ประการที่นักวิ่งมักจะพลาดกัน ซึ่งแท้จริงแล้ว…เพื่อนๆสามารถป้องกันได้ไม่ยาก ถ้าสามารถควบคุม Pace ให้เหมาะสมและมี Heart Rate Monitoring ที่ดี 

ข้อที่1 วิ่งด้วย Pace ที่ไม่เหมาะสม
นักวิ่งหลายๆคนคงทราบว่า Pace หรือ ความเร็วที่เหมาะสมของตัวเอง หลายๆคนพบกับความยากลำบากในการปรับ Pace ตอนซ้อมให้เหมาะกับตอนวิ่งจริง หลายๆคนก็ลืมไปว่าร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อปีที่แล้ววิ่งด้วย Pace นี้ในสนามนี้ อาจคิดว่าปีนี้ก็คงจะวิ่งด้วย Pace เดิมได้ แต่กลับทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ วิธีแก้คือพยายามซ้อมให้คล้ายกับสภาวะสนามจริงมากที่สุด และวัด Pace บ่อยๆเพื่อให้ทราบช่วง Pace ที่เหมาะสมของเราครับ เพื่อนๆอาจจะหา Fitness Tracker ซักอัน อย่าง Samsung Gear Fit2 Pro ที่นอกจากจะบอกHeart Rate และ Pace แบบ Real Time แล้ว ยังสามารถเก็บสถิติ และบันทึกข้อมูลการวิ่งของเพื่อนๆ พร้อมทั้งหาค่าเฉลี่ยเพื่อนำมาใช้เป็น Pace ที่เหมาะสมของเราได้ด้วย Feature “Map My Run” ที่ให้เพื่อนๆสามารถวางแผนและติดตามเส้นทางการวิ่ง ด้วยแผนที่การวิ่งแบบ Real Time พร้อมบันทึกข้อมูลการวิ่ง เท่านี้เพื่อนๆก็จะรู้สถิติตัวเอง เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลเทียบกับตอนที่วิ่งในงานจริงๆ

#ข้อที่ 2 ออกตัวเร็วเกิ๊นน
มีคำกล่าวว่า “ระยะทางที่สำคัญที่สุดในการวิ่งมาราธอนคือช่วงกิโลเมตรแรก!!”นั่นเพราะนักวิ่งหลายๆคนออกตัวเร็วเกินไป อาจจะเกิดจากความตื่นเต้น หรือ บางคนก็รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยหลังจากซ้อมหนักมานาน55 นักวิ่งหลายๆคนมักจะลืมตัว แม้จะพยายามเตือนกับตัวเองแล้ว แต่ไม่รู้ว่าความเร็วที่ตัวเองวิ่งอยู่เป็นเท่าไหร่ เพื่อนๆคนไหนที่ใช้ Tracker อย่าง Samsung Gear Fit2 Pro ที่สามารถวัดความเร็วแบบ Real Time เมื่อนำไปเทียบกับ Pace ที่เราวิ่งอยู่ปกติ ก็จะทำให้เตือนเราได้ว่าเราออกตัวเร็วเกินไปหรือไม่ นอกจากจะไม่ให้ออกตัวเร็วไปแล้ว บางตำรายังให้เพื่อนๆออกตัวให้ช้ากว่า Pace ที่เพื่อนๆวิ่งอยู่ด้วยซ้ำ โดยประมาณ 10% ของระยะทางทั้งหมดที่ควรให้ Paceช้ากว่าปกติ ตรงนี้ Samsung Gear Fit2 Pro ก็สามารถช่วยในเรื่องของการจับระยะทางที่แม่นยำ ให้เพื่อนๆสามารถปรับใช้ Pace ได้เหมาะสม นอกจากนั้นยังพบว่าการวิ่งที่ไม่สม่ำเสมอ (เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า) ทำให้ประสิทธิภาพการวิ่งแย่ลงได้ครับ โดยเฉพาะนักวิ่งมืออาชีพจะพบว่าความสม่ำเสมอสำคัญมากๆครับ การออกตัวเร็วเกินแม้เล็กน้อย อาจส่งผลต่อผลการแข่งขันได้เลยครับ

ข้อที่ 3 คง Pace เดิมโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น…
บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะบอกว่า อ่าวว…ไหนว่าให้รักษา Pace ให้สม่ำเสมอไง นักวิ่งหลายๆคนมักจะพยายามรักษา Pace โดยไม่ได้ดูถึงลักษณะภูมิประเทศของสนามครับ บางสนามวิ่งขึ้นเนิน บางงานก็วิ่งขึ้นเขากันเลยก็มี 
.
Malcolm Campbell อดีต UK world championship team 3 สมัย พบว่านักวิ่งที่เค้าสอนอยู่มักตกหลุมพรางนี้บ่อยครั้ง และพบว่าอัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงวิ่งขึ้นเขา เพราะพยายามรักษา Pace ตัวเองไว้ให้สม่ำเสมอเหมือนตอนวิ่งบนที่ราบ ส่งผลให้เวลาวิ่งโดยรวมไม่ดี Campbell แนะนำว่าพยายามรักษาแรงไว้ และไม่ต้องกังวลถึง Pace มากจนเกินไปครับอย่าง Samsung Gear Fit2 Pro ที่สามารถ ดู Heart Rate ได้แบบ Real Time เมื่อเพื่อนๆนำไปเทียบกับ Heart Rate ที่เพื่อนๆวิ่งปกติ ก็จะรู้ว่าตอนนี้สภาพเส้นทางการวิ่งทำให้เรารู้สึกเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า เพราะจริงๆแล้ว Pace เป็นแค่กรอบ เป็นแค่ Guideline ให้เราวิ่งเท่านั้น ซึ่งในช่วง 42.195 km เราไม่รู้จะเจออะไรบ้าง ตั้งแต่ลมแรง เนินเขา จนไปถึงปริมาณออกซิเจนที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นอย่ายึดติดกับ Pace จนเกินไปครับ การปรับ Pace ตัวเองให้เหมาะกับสถานการณ์เฉพาะหน้าคือทักษะของสุดยอดนักวิ่งครับ
.
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
https://bit.ly/2jn0JLF

Check Also

เคล็บลับสำหรับวิ่งหน้าร้อน

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่งสายแข็งหรือมือใหม่หัดวิ่ง สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับการวิ่งในช่วงนี้ก็คงหนีไม่พ้นสภาพอากาศที่ร้อนระอุจนอยากจะหยุดวิ่งกันดื้อๆ แล้วไปหลบแดดแช่แอร์ตั้งแต่ก้าวเท้าแรกที่ออกจากร่มเงา การวิ่งในช่วงหน้าร้อนนั้น นอกจากจะต้องใช้พลังกาย (และพลังใจ) มากกว่าปกติแล้ว ยังต้องใช้ความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษด้วย นั่นก็เพราะว่าแสงแดดและอุณหภูมิที่สูงนั้นจะทำให้ร่างกายของเราทำงานหนักจนออกอาการเหนื่อยล้าเร็วกว่าปกติ เช่น จากเดิมที่วิ่งเพซ 6 ได้สบายๆ กลับกลายเป็นว่าต้องใช้พลังงานและหยาดเหงื่อที่มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน รวมถึงตัวเลข …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *