ทางเลือกใหม่…วิ่งอย่างมีสติ (การวิ่ง กับ ฝึกสมาธิ มันไปด้วยกันได้นะ!!)

                เพื่อนๆหลายๆคนอาจรู้สึกว่าการทำสมาธิเป็นเรื่องไกลตัว บางคนนึกถึงคนใส่ชุดขาวนั่งขัดสมาธิ เดินจงกรม แค่นึกก็ไม่กล้าลองแล้ว แต่จริงๆแล้วการทำสมาธิสามารถนำมาประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันได้ง่ายๆ รวมไปถึงการวิ่งด้วยล่ะครับ ฝรั่งเค้าศึกษาไปถึงผลดีของการรวมการฝึกทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันเสียด้วยซ้ำ โดยเรียกว่า MAP หรือ (Mental and Physical Training) การออกกำลังกายเป็นการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง (Physical Training) ในขณะที่การฝึกสมาธิเป็นการฝึกจิตใจให้มีสติ (Mental Training) เมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกันพบว่ามีประโยชน์มหาศาล ช่วยลดอาการซึมเศร้า ไม่มีอาการข้างเคียง สุขภาพดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ  

                ล่าสุด…Runner’s world นิตยสารเกี่ยวกับการวิ่งชื่อดังแนะนำเทคนิคการทำสมาธิพร้อมกับการวิ่งไว้ดังนี้ครับ

ก่อนการวิ่ง…

  • ก่อนจะเริ่มวิ่ง ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที นั่งนิ่งๆแล้วหายใจเข้า-ออกลึกๆ ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง ให้ร่างกายผ่อนคลายก่อนการวิ่ง ถ้ารู้สึกว่านานไป สามารถเริ่มด้วยเวลาที่เราสะดวก อาจจะนาทีเดียวก่อนก็ได้ครับ
  • ตั้งสติก่อนวิ่ง ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรมากวนใจขอให้ตั้งปณิธานว่าจะโฟกัสกับการวิ่งในปัจจุบันเท่านั้นครับ

ขณะวิ่ง…

  

  • เพื่อนๆบางคนที่ชอบเหม่อลอยขณะวิ่ง อาจลองเลือกคำพูดที่ตัวเองชอบ หรือเป็นกำลังใจ เช่น “วิ่งๆๆ..” หรือ “ผอมๆๆ..” แล้วพูดคำนั้นขณะวิ่งดูครับ จุดประสงค์เพื่อให้เรามีสติอยู่กับการวิ่ง ไม่เหม่อลอยฝันกลางวัน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
  • ถ้ายังมีปัญหาอยู่…อาจฝึกนับก้าวขณะเราก้าวเท้าวิ่งดูครับ เช่นก้าวเท้าซ้ายนับ 1 ก้าวเท้าขวานับ 2 นับไปเรื่อยๆจนถึง 8 แล้วนับถอยหลังกลับมา ทำอย่างนี้วนไปเรื่อยๆเพื่อให้เราอยู่กับการวิ่ง ไม่มัวแต่คิดเรื่องอื่น ทั้งเรื่องงานที่ยังไม่เสร็จ โกรธคนนู้นคนนี้ เมื่อไหร่จะวิ่งครบเวลา ครบรอบ เมื่อไหร่จะได้ทานข้าว ฯลฯ
  • ให้รู้ตัวอยู่เสมอเมื่อสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว…ไม่ว่าจะวิ่งผ่านอะไร เห็นอะไร ได้กลิ่นอะไร หรือรู้สึกอย่างไร ให้รู้ตัวอยู่เสมอครับ จะวิ่งผ่านสาวสวย หนุ่มหล่อก็ให้รู้ตัวเองแค่ว่าเห็นคนวิ่งผ่าน ไม่เหม่อลอย ฝันไปไกลว่าได้เค้ามาวิ่งข้างๆก็ดีอะไรงี้ 55 ได้ยินเสียงสุนัขเห่า เด็กร้อง รถบีบแตร ก็ให้รู้แค่ว่าได้ยินเสียงเหล่านั้น ไม่ไปคิดไปโกรธหรือรู้สึกอะไรต่อครับ

  • เมื่อเพื่อนๆมีสติรู้ตัวเองอยู่ตลอด การจัดร่างกาย และการหายใจให้ถูกต้องจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นครับ สามารถวิ่งใน pace ที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น จัดร่างกายให้ถูกต้อง แกว่งแขนเหมาะสม แต่ไม่ได้เกร็งนะครับ แค่รู้ตัวว่าเราเริ่มวิ่งเร็วไป ช้าไป หลังเริ่มโค้ง ไหล่เริ่มตก ก็จัดท่าใหม่ ทำให้ถูกต้องและวิ่งไปตามจังหวะที่เราซ้อมไว้ เป็นธรรมชาติก็พอครับ  
  • อย่าหงุดหงิดอารมณ์เสียถ้าทำไม่ได้ ถ้าเรารู้สึกได้ว่าเหม่อลอย แปลว่าเราเริ่มมีสติแล้วล่ะครับ จุดประสงค์ของการวิ่งอย่างมีสติไม่ใช่การไม่คิดอะไรเลย แต่เป็นการรู้ตัวเองขณะวิ่ง ไม่ปล่อยให้ความคิดไหลไปเองโดยเราไม่ได้มีสติอยู่กับมันครับ
  • อย่ามัวแต่กังวลกับการก้าวขาครับ เมื่อเรียกสติให้อยู่กับตัวได้แล้ว ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เปิดสัมผัสต่างๆ ทั้งร่างกายให้สัมผัสกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวขณะวิ่งผ่านอย่างเต็มที่

จากผลการวิจัยพบว่าการฝึกสมาธิควบคู่กับการฝึกร่างกาย (Mental and Physical Training: MAP) ช่วยลดอาการซึมเศร้าได้กว่า 40% ของกลุ่มตัวอย่างเลยล่ะครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะเห็นผลได้ทันทีนะครับ ต้องค่อยๆฝึกฝน ในการทดลองนี้ก็วัดผลกันในระยะเวลากว่า 2 เดือน เพื่อนๆที่สนใจการวิ่งแนวนี้อาจลองฝึกฝนดู ได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาบอกกันด้วยนะครับ

 

 

ที่มา

BL Alderman, et.al., MAP training: combining meditation and aerobic exercise reduces depression and rumination while enhancing synchronized brain activity, Transl Psychiatry (2016)

Gina Tomaine, Why You Should Try Meditating While Running (and How to Do It), Runner’s World

 

หมายเหตุ: แอดมินเข้าใจว่าการฝึกสมาธิมีหลายแนวทาง แล้วแต่ความเหมาะสมของผู้ฝึกแต่ละคน บทความนี้เพียงต้องการเสนอมุมมองหนึ่งที่นำการฝึกสมาธิมาผนวกกับการวิ่งเท่านั้นนะครับ 🙂

 

Check Also

[Review] ASICS GEL- KENUN SHINKAI

วันนี้แอดจะมารีวิวรองเท้ารุ่นพิเศษ ASICS GEL- KENUN SHINKAI ให้เพื่อนๆได้ฟังกัน ซึ่ง ASICS ได้นำรองเท้ารุ่น GEL-KENUN (เจล เคนหยุ่น)มาพลิกโฉมดีไซน์ใหม่ ด้วยการร่วมมือกับ Mita Sneakers …

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *